บทความ ตกขาว

เชื้อราในช่องคลอด (อาการคันจากตกขาว/ตกขาวมีกลิ่น)

เชื้อราในช่องคลอด (อาการคันจากตกขาว/ตกขาวมีกลิ่น)อาการคันบริเวณจุดซ่อนเร้น แน่นอนว่าเมื่อมีอาการคันก็ต้องเกา ซึ่งตัววายร้ายที่ทำให้เกิดอาการคัน ๆ ขึ้น คือ เจ้าเชื้อรา นั่นเอง ผู้หญิง มีอวัยวะเพศที่บอบบางและง่ายต่อการได้รับเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรีย เพราะไม่มีหนังหุ้มปิดมิดชิดเหมือนเพศชาย การรักษาสุขอนามัยส่วนตัวจึงต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

อาการ ที่แสดงออกเมื่อเกิดเชื้อราในช่องคลอดขึ้น คือตกขาวและอาการคัน ซึ่งการตกขาวที่เกิดจากเชื้อรา จะต่างจากตกขาวที่เกิดจากธรรมชาติของการมีรอบเดือน โดยจะมีสีขาวหรือเหลืองและเป็นก้อนคล้ายนมบูด โดยช่องคลอดจะเกิดอาการระคายเคืองจนทำให้คันยิบ ๆ จนแทบทนไม่ได้ คนที่มีอาการรุนแรงมากจะคันมาถึงบริเวณขาหนีบและมีอาการแสบ แดง และระคายเคืองอย่างรุนแรง ข้อสังเกตอีกอย่างคือ อาการตกขาว หากเกิดขึ้นแบบผิดปกติ เช่น มีสีที่แปลกไป เหลือง เขียว หรือตกขาวมีกลิ่นผิดปกติ หรือ มีอาการอื่นร่วม เช่น มีเลือดออก มีอาการปวดท้องแบบผิดปกติ ควรไปพบแพทย์หรือหาสาเหตุอื่น ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้

สำหรับเชื้อราในช่องคลอด ไม่ใช่โรคร้ายแรง ไม่มีความรุนแรงจนทำให้เกิดการอักเสบหรือเป็นอันตรายต่อรังไข่ โพรงมดลูก หรืออุ้งเชิงกรานแต่อย่างใด อีกทั้งยังสามารถรักษาให้หายขาดได้ จะมีบางส่วนประมาณ 5-8% เท่านั้นที่จะกลับมาเป็นซ้ำได้อีก อาจเป็นเพราะการดื้อยา หรือการที่ยังใส่ชุดชั้นในที่มีเชื้อรา หรือใส่ชุดรัดๆ ฟิตๆ อยู่

ในปัจจุบันจากสถิติ พบว่า ผู้หญิงไทย 1 ใน 10 คน เกิดอาการตกขาวดังกล่าว และคนที่มีโอกาสเป็นมากคือ คนที่รักษาความสะอาดมากที่สุด (พอๆ กับคนที่สกปรกที่สุด)

ลักษณะตกขาวโดยทั่วไปที่เป็นปกติ ตกขาวที่ปกตินั้นจะมีลักษณะเป็นเมือกขาวขุ่น ไม่มีกลิ่น หรืออาจจะมีกลิ่นออกเปรี้ยวเล็กน้อย แต่สำคัญคือ ต้องไม่เหม็น แสบ หรือคัน

ตกขาวที่เกิดจากเชื้อราในช่องคลอด จะมีสีขาวหรือเหลืองและเป็นก้อนคล้ายนมบูด ตกขาวมีกลิ่นเหม็นอับ ปัสสาวะแสบขัด โดยช่องคลอดจะเกิดการระคายเคืองจนทำให้คันยิบๆ จนแทบทนไม่ได้ ซึ่งในคนที่มีอาการรุนแรงมากจะคันมาถึงบริเวณขาหนีบและมีอาการแสบ แดง แต่ถ้าตกขาวมีกลิ่นมีสีเขียวปนเหลือง เป็นฟองมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ และมีอาการคันร่วมด้วยล่ะก็ให้นึกถึงโรคพยาธิในช่องคลอด

สาเหตุต่างๆ ของการเกิดเชื้อราในช่องคลอด
1. เกิดจากความอับชื้น ถ้ายิ่งรัด ยิ่งอับ เชื้อราจะมาได้ง่าย แต่ถ้าสะอาดเกินไป ล้างทุกครั้งใช้น้ำยาทำความสะอาดตลอด เชื้อโรคดีดีในช่องคลอดของเราก็จะถูกทำลาย ทีนี้ไม่มีอาวุธต่อสู้กับเชื้อรา ก็มีโอกาสเป็นได้เหมือนกัน
2. การใส่แผ่นอนามัย โดยไม่เปลี่ยนระหว่างวันหรือใส่เป็นเวลานานๆ เพราะแผ่นอนามัยจะทำให้ยิ่งเกิดความอับชื้นเป็นทวีคูณ ซึ่งข้อนี้คุณหมอแนะนำว่า หากไม่ได้อยู่ในช่วงที่มีรอบเดือนไม่ควรใส่แผ่นอนามัยจะดีกว่า
3.การรับประทานยาปฏิชีวนะแบบไม่จำเป็นและไม่ถูกต้อง เช่น เมื่อไม่สบายจากเชื้อไวรัสแต่กลับกินยาปฏิชีวนะที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จะทำให้เกิดการทำลายเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งในช่องคลอดชื่อ “แลตโตบาซีลัส” ซึ่งทำหน้าที่ฆ่าเชื้อรา ทำให้ภายในมดลูกปลอดจากการติดเชื้อต่าง ๆ แต่เมื่อกินยาจะทำให้แบคทีเรียภายในช่องคลอดตาย เป็นโอกาสที่เชื้อราจะเติบโตอยู่ภายในช่องคลอดทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ ต่าง ๆ ตามมา
4. อีกสาเหตุที่หลายคนกังวัลใจอยู่ โรคนี้มักไม่ได้เกิดจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ใครบ้างที่มีโอกาสเกิดโรคนี้
1. พบได้บ่อยในหญิงตั้งครรภ์ประมาณ 10-30% เนื่องจากปัสสาวะบ่อย ทำให้เกิดความอับชื้น รวมถึงระดับฮอร์โมนที่สูงมากขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ ทั้งนี้อยู่ในวินิจฉัยของแพทย์
2. ผู้หญิงปกติ ในวัยเจริญภัณฑ์ขึ้นไป พบได้ประมาณ 10% และยังพบว่าคนที่ไม่มีอาการใดๆ เมื่อตรวจภายในบางรายก็พบว่ามีเชื้อราในช่องคลอดแอบแฝงตัวอยู่ ซึ่งมีทั้งเชื้อราที่ไม่แสดงอาการ (ส่วนใหญ่ 80-90% เป็นสายพันธุ์ Candida albicans) และแบบที่แสดงอาการอย่างชัดเจน

สิ่งที่ควรทำเมื่อสงสัยว่าจะเกิดโรคนี้ขึ้นกับตัวเอง
1. เบื้องต้นแนะนำว่าให้ทานโยเกิร์ตหรือนมเปรี้ยวให้มากๆ เข้าไว้ "แลคโตบาซิลลัส" ช่วยคุณได้
2. พักผ่อนให้พอ ไม่เครียด ทำร่างกายให้แข็งแรง จะได้มีภูมิต้านทานอยู่เสมอ
3. ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้งก็พอ
4. ใส่ชั้นในเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ระบายอากาศได้ดี เวลาซักทำความสะอาดแล้ว ควรตากในที่แดดส่องถึง
5. สำหรับคนที่เริ่มมีอาการของโรคช่องคลอดติดเชื้อรา(ตกขาว)ควรเปลี่ยนชุดชั้นในใหม่ทั้งหมด หรือควรต้มในน้ำเดือด 10-15 นาที แล้วตากแดดให้แห้งก่อนนำมาใช้ใหม่
6. อาการของโรคสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยารับประทาน และยาสอดหรือยาเหน็บ แต่วิธีการรักษาที่ดีที่สุดคือการไปพบแพทย์ด้วยตัวเอง

เมื่อเป็นเชื้อราในช่องคลอด(ตกขาว)แล้ว สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่มีบางส่วนประมาณ 5-8% กลับมาเป็นซ้ำได้อาจเพราะการดื้อยา หรือการที่ยังใส่ชุดชั้นในที่มีเชื้อรา หรือใส่ชุดรัด ๆ ฟิต ๆ

แม้โรคนี้จะสามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยารับประทาน และยาสอดหรือยาเหน็บ แต่การรักษาที่ดีที่สุดควรไปพบแพทย์ หากอายหรือกลัวการตรวจภายในแพทย์สามารถให้การรักษาจากการซักประวัติได้เพราะ อย่างที่ทราบว่าอาการตกขาว หรือคันอาจมีที่มาจากโรคอื่นหากซื้อยารับประทานหรือทาเองโดยที่สาเหตุเกิดมา จากเชื้อแบคทีเรียชนิดอื่น หรือเชื้อจากโรคทางเพศสัมพันธ์อาจทำให้อาการลุกลามและรุนแรงกว่าเดิม./

 -----------------------------------------------------------------------------------------------